หลังจากการประกาศเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อไทย สำหรับการก่อสร้างและปรับปรุงโครงการใหม่ หรือเรียกกันให้เข้าใจง่ายๆ ว่าเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวของประเทศไทย หรือที่รู้จักในชื่อว่า TREES-NC Version 1.0 โดยสถาบันอาคารเขียวไทย (Thai Green Building Institute) เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราคงได้เห็นภาพความร่วมมือร่วมใจกันระหว่างสถาปนิกโดยสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวิศวกรโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยได้มีเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวที่เป็นรูปธรรมทัดเทียมนานาอารยประเทศและประเทศเพื่อนบ้านดังที่ปรากฎมาก่อนหน้านี้ และยังเห็นความตื่นตัวอย่างยิ่งต่อกระแสแห่งการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมของคนในวงการออกแบบและก่อสร้าง
อย่างไรก็ตามยังมีงานและการบ้านชิ้นใหญ่ๆ อีกมากมายหลายประการของสถาบันและองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกณฑ์นี้ถูกนำมาใช้จนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ให้จงได้ ไม่ว่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้แก่ผู้ปฏิบัติและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สิทธิประโยชน์และผลเชิงบวกที่จะได้รับการปฏิบัติในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อรองรับการปฏิบัติของนักวิชาชีพ และนักวิชาการสถาปัตยกรรม และประเด็นสำคัญคือการยอมรับจากผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายทั้งในภาครัฐและเอกชน เพราะหากกำหนดเกณฑ์การประเมินขึ้นมาแต่ไม่มีผู้ใดปฏิบัติได้ หรือไม่ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากผู้เกี่ยวข้อง คงเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งหนึ่งที่ความพยายามดีๆ ความตั้งใจดีๆ จะสูญสลายไปกับอากาศธาตุเหมือนๆ กับที่เคยปรากฎอยู่ในบ้านเรามาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่ประเด็นข้อสังเกตข้างต้นนั้น ผู้เขียนคิดว่าทางสถาบันอาคารเขียวไทยคงเตรียมการรองรับและกำหนดแผนการปฏิบัติไว้แล้วจึงจะขอละไว้ก่อนในการนำเสนอครั้งนี้
ผู้เขียนขอนำเสนอข้อมูลในมุมมองของนักปฏิบัติ (ตาม) ที่ดีเพื่อเปิดประเด็นความคิดในเชิงบวกว่า เมื่อมีเกณฑ์อาคารเขียวแบบไทยๆ ขึ้นแล้ว ในฐานะของสถาปนิกไทยๆ ในแต่ละสถานภาพควรจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และปรับตัวเพื่อรองรับความพร้อมสู่การสร้างสรรค์อาคารเขียวกันอย่างไรบ้าง ดังต่อไปนี้
- สถาปนิก…ในฐานะนักวิชาชีพ
สถาปนิกไทยในฐานะนักวิชาชีพ จัดเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเกณฑ์อาคารเขียวครั้งนี้ ประเด็นแรกที่ผู้เขียนคิดว่าสถาปนิก (ไทย) ต้องทำ คือการศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมสีเขียวหรือ Green Architecture ให้เข้าใจตั้งแต่กรอบแนวคิดหลักไปจนถึง Green Implementation หรือการประยุกต์แนวคิดสีเขียวเข้าสู่กระบวนการในการออกแบบอันได้แก่ การรักษาสภาพนิเวศธรรมชาติในพื้นที่ดิน การออกแบบอาคารและการอนุรักษ์พลังงาน การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการและสภาพแวดล้อม ซึ่งในปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลให้สืบค้นและศึกษาอย่างมากมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเป็นฐานข้อมูลเขียวเพื่อใช้ในการออกแบบ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผู้เขียนคิดว่าประเด็นต่างๆ ส่วนใหญ่ตามเกณฑ์อาคารเขียวก็ล้วนเป็นเกณฑ์ในการออกแบบอาคารที่สถาปนิกพึงปฏิบัติอยู่แล้วเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ จากสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศ รวมทั้งการอนุรักษ์พลังงานในอาคาร เพียงแต่นำประเด็นเหล่านี้มาเรียบเรียงเสียใหม่และเพิ่มเติมแนวทางการประเมินหรือการตรวจสอบผลการออกแบบอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ในประเด็นต่อมา สถาปนิกไทยควรจะต้องศึกษารูปแบบการจัดทำเอกสารรายงานประกอบการทำงานอีกลักษณะหนึ่งนอกเหนือจากเอกสารประกอบการก่อสร้างทั่วไป เพราะเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวได้กำหนดให้มีการจัดทำข้อมูลเอกสารเพื่อตรวจสอบตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การก่อสร้างโครงการ และช่วงการใช้งานอาคารอีกเป็นจำนวนมากที่สถาปนิกอาจยังไม่คุ้นเคยมากนัก แต่ผลที่ได้รับจากการดำเนินการเหล่านี้จะเพิ่มคุณภาพของงานสถาปัตยกรรมและการให้บริการทางวิชาชีพได้เป็นอย่างดี
ประเด็นสุดท้าย สถาปนิกไทยยุคใหม่ (ถึงแม้จะเก่า และเก๋าในวงการวิชาชีพ) จำเป็นต้องศึกษาเรียนรู้วิธิการประเมินอาคารสีเขียวผ่านเครื่องมือหรือซอฟต์แวร์ทางด้านพลังงานหลายโปรแกรม ทั้งในเชิงการประเมินศักยภาพในการใช้พลังงาน เช่น DOE2, Visual DOE, โปรแกรมการออกแบบโดยใช้แสงธรรมชาติเช่น การจำลองสภาพการออกแบบในลักษณะต่างๆ เช่น CFD ผู้เขียนเห็นว่าหากเรามองในเชิงบวกโดยไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไป จะเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการออกแบบอาคารในโลกยุคใหม่ เพื่อนำไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมที่สามารถตรวจสอบสมมติฐานการแก้ปัญหาอาคารด้านต่างๆ ที่ผู้ออกแบบตั้งไว้ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น และหากเราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเองก็สามารถจัดหาหรือว่าจ้างที่ปรึกษาที่มีความชำนาญเฉพาะเพื่อดำเนินการร่วมกันได้ในที่สุด
- สถาปนิก…ในฐานะนักวิชาการ
ในฐานะนักวิชาการ ผู้เขียนคิดว่าถ้าเป็นผู้ที่สนใจใคร่รู้เกี่ยวกับการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียวมาตั้งแต่ดั้งเดิมอยู่แล้ว( เพราะไม่ใช่เรื่องใหม่) ก็คงไม่ใช่เรื่องยากลำบากแต่ประการใดในการเรียนรู้เรื่องเกณฑ์ดังกล่าวในรายละเอียดยกเว้นการศึกษาการใช้โปรแกรมด้านพลังงานต่างๆ เพื่อนำไปใช้งานในแง่มุมต่างๆ ทั้งในการเรียนการสอน การปฏิบัติจริง และการให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานภายนอก แต่หากอาจารย์ นักวิชาการท่านใดมิได้สนใจหรือมีความชำนาญในความรู้ด้านอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอาคารก็อาจจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมไว้บ้าง เพื่อติดตาม Update ข้อมูลสีเขียวที่เป็นประเด็นสำคัญในการออกแบบอยู่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ในเชิงบวก ผู้เขียนยังมองเห็นโอกาสหลายประการที่นักวิชาการ และสถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมจะถือเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือทางวิชาการและวิชาชีพในรูปแบบของหน่วย Research & Development Unit (R & D) ร่วมกับสถาปนิกในภาคเอกชน เพื่อให้บริการหรือดำเนินกิจกรรมความรู้ตอบสนองความต้องการของตลาดดังต่อไปนี้
- การให้บริการการศึกษาวิจัยและการประเมินสมรรถนะของอาคาร สถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถใช้องค์ความรู้ด้านการศึกษาวิจัยในประเด็นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บริการแก่สำนักงานสถาปนิกต่างๆ ที่ไม่สามารถกระทำได้โดยลำพัง อาทิการทดสอบและประเมินค่าพลังงานและแสงสว่างในอาคาร หรือการทดสอบเชิงเทคนิคด้านอื่นๆ เป็นต้น รวมทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ร่วมกันในหมู่นักวิชาการและนักวิชาชีพในโอกาสต่อมาอีกด้วย
- การให้บริการข้อมูลองค์ความรู้ด้านวิชาการและวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการประเมินการออกแบบอาคารเขียวจะมีการประเมินการออกแบบหลายประการที่เป็นเรื่องใหม่ในวงการออกแบบอาคารอาทิ การสร้างนวัตกรรมทางการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในหมวด Innovation การออกแบบอาคารเขียวลักษณะต่างๆ เช่น Green Wall, Green Roof และ Green Façade ฯลฯ ในหมวดของ Site and Landscape, Energy & Atmosphere, Indoor Environmental Quality รวมทั้งการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในหมวด Materials & Resources ฯลฯ สถาบันการศึกษาจึงสามารถปรับตนเองให้เป็น Green Think Tank เพื่อสร้างเป็นฐานข้อมูลและองค์ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาค้นคว้าของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาระดับต่างๆ ให้กลุ่มนักวิชาชีพได้มีข้อมูลความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับการออกแบบของตนเอง และสามารถนำไปพิจารณาเลือกใช้งานได้ตามความเหมาะสม
- การสร้างกิจกรรมสีเขียวในประเด็นต่างๆ เพื่อรองรับเกณฑ์การประเมินด้านการบริหารจัดการอาคาร (Building Management) สำหรับอาคารเขียวและอาคารที่อยากเขียวรวมทั้งผู้ออกแบบจำเป็นต้องมีการเตรียมการจัดกิจกรรมเพื่อประชาสัมพันธ์และนำเสนอข้อมูลแนวทางการออกแบบอาคารเขียวของตนเองต่อสาธารณะทั้งในประเด็นการจัดนิทรรศการ การจัดกิจกรรมทัศนศึกษา หรือการผลิตและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมต่างๆ สามารถปรับบทบาทเป็นผู้ดำเนินการกิจกรรมสีเขียวเหล่านี้ร่วมกับทางฝ่ายวิชาชีพหรือสำนักงานสถาปนิกที่มีความต้องการใช้บริการเหล่านี้ได้เช่นกัน
- การปรับปรุงหลักสูตรการสอนและการทำวิทยานิพนธ์สีเขียว การปลูกฝังแนวทางการออกแบบอาคารเขียวในระดับนิสิต นักศึกษาเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งอีกเช่นกัน เพื่อหล่อหลอมให้ยุวสถาปนิกในแต่ละสถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมได้มีความคุ้นเคยกับเกณฑ์ในการออกแบบอาคารดังกล่าวอันจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสถาปนิกสีเขียวในท้องตลาดในอนาคตต่อไป สถาบันจึงควรเผยแพร่ข้อมูลเหล่านี้ให้แพร่หลายในหมู่อาจารย์ นิสิต นักศึกษา พร้อมกับจัดทำข้อมูลเอกสารในลักษณะ Template ประกอบการออกแบบโดยตัดประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานในระหว่างการศึกษาออก เพื่อนำไปสู่การออกแบบอาคารเขียวในการฝึกออกแบบสถาปัตยกรรมและการทำวิทยานิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาสามารถกระทำได้ตามระดับชั้นปี พร้อมกันนี้สถาบันการศึกษาสถาปัตยกรรมหากเห็นประโยชน์ของเกณฑ์ดังกล่าวก็สามารถพิจารณาปรับปรุงหลักสูตร หรือกระบวนการเรียนการสอนและเกณฑ์การประเมินให้คะแนนรายวิชาการออกแบบและวิทยานิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาในสถาบันของตนเองโดยอ้างอิงเกณฑ์อาคารเขียวไทยเหล่านี้ได้เช่นกัน
- สถาปนิก…ในฐานะองค์กรวิชาชีพ
แม้ว่าทั้ง 2 องค์กรวิชาชีพคือ สมาคมสถาปนิกสยามฯ และวิศวกรรมสถานฯ ซึ่งเป็นผู้ผลักดันเกณฑ์อาคารเขียวให้เกิดขึ้นได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยเรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่การบ้านชิ้นใหญ่ที่สถาบันอาคารเขียวไทยคือการสร้างการยอมรับและการปฏิบัติตามอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้เกี่ยวข้อง เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงนั้น เกณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่กฎหมายหรือข้อกำหนดที่มีผลการปฏิบัติทันที อันเนื่องมาจากสถาบันอาคารเขียวไทยมิใช่หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจประกาศบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ ได้แต่อย่างใด นอกจากการขอความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องอันได้แก่ วิศวกร สถาปนิก ผู้ผลิตสินค้าและวัสดุก่อสร้าง รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญคือเจ้าของอาคาร ซึ่งทางสถาบันฯ จำเป็นต้องพิจารณากลยุทธ์และวิธีการอย่างมากมายเพื่อให้เกณฑ์นี้เป็นที่ยอมรับในวงกว้างและในสังคมสาธารณะให้ได้ในที่สุด ทั้งนี้ ผู้เขียนจึงได้เสนอแนวทางเพื่อผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติของเกณฑ์นี้ได้ตามประเด็นดังต่อไปนี้
- การประสานประโยชน์จากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกณฑ์นี้เป็นที่ยอมรับและมีผลบังคับใช้ทั้งเชิงกฎหมายและแรงจูงใจทางสังคมอื่นๆ สถาบันอาคารเขียวไทยจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากองค์กรภาครัฐที่มีอำนาจประกาศบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ยอมรับและใช้เกณฑ์เหล่านี้ในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่สอดคล้องกันกับนโยบายด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานอื่นๆ ในอนาคต ด้วยการดำเนินประสานงานกัน และร่วมมือกันในรูปแบบ Win-Win ร่วมกันและได้รับเครดิตและผลประโยชน์ด้านต่างๆ ร่วมกันทุกๆ ฝ่าย รวมทั้งอาจจำเป็นต้องดำเนินการประสานในระดับผู้มีอำนาจสั่งการเช่น รัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การตอบรับและร่วมมือจากหน่วยงานรัฐมีผลเป็นรูปธรรม
- การประชาสัมพันธ์ผลตอบแทนและสิทธิประโยชน์ ในการดำเนินการกับภาคเจ้าของอาคารและผู้ลงทุน สถาบันอาคารเขียวไทยจำเป็นต้องสร้างกลไกทางการตลาดหรือสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดภาษี การมอบรางวัลอาคารเขียวในลักษณะต่างๆ เพื่อดึงดูดใจให้เจ้าของอาคารหรือผู้ลทุนในอาคารยุคใหม่เห็นความสำคัญและเห็นประโยชน์ของการสร้างอาคารของตนเองให้เป็นอาคารเขียว โดยแนวทางดังกล่าวสถาบันจำเป็นต้องศึกษาวิธีการและแนวทางการดำเนินการจากประเทศที่มีเกณฑ์อาคารเขียวที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างและในระดับประเทศไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อังกฤฤษ และญี่ปุ่น เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทและสถานการณ์สังคมแบบไทยๆ แต่อย่างไรก็ตามกระแสสังคมเขียวเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งในโลกและในประเทศไทยเป็นสิ่งที่คนในสังคม และผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดำเนินการในระยะต่างๆ ต่อไป
- ความน่าเชื่อถือของระบบการตรวจสอบและการประเมินผล ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของการประเมินและการเผยแพร่ผลการตัดสินต่างๆ ของประเทศไทย เพราะหากการดำเนินการให้ได้มาซึ่งผลการตรวจสอบและประเมินไม่ได้รับความเชื่อถือ ก็อาจส่งผลให้การดำเนินการต่างๆ ต่อจากนั้นไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งหวังไว้ได้ ดังนั้น สถาบันควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อแนวทางการประเมินที่เป็นรูปธรรม กระบวนการตรวจสอบที่น่าเชื่อถือและเผยแพร่ได้หากมีข้อขัดแย้ง รวมทั้งคณะผู้ตรวจสอบซึ่งจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือในหมู่นักวิชาการและนักวิชาชีพ โดยควรแยกหน่วยงานการประเมินและตรวจสอบดังกล่าวให้เป็นอิสระจากสถาบันเพื่อความโปร่งใสและความคล่องตัวในการดำเนินงานต่อไป
ประเด็นนำเสนอเหล่านี้ เป็นข้อมูลความคิดเห็นส่วนบุคคลที่ต้องการเผยแพร่ต่อสังคมวิชาชีพเพื่อให้เกิดการผลักดันให้มีการใช้เกณฑ์อาคารเขียวไทยอย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาวงการสถาปัตยกรรมของประเทศให้ทัดเทียมอารยประเทศได้ (หากไม่มองโลกในแง่ร้ายจนเกินไปนัก) แต่อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นต่างๆ ย่อมต้องมีอุปสรรคและข้อติดขัดอยู่เป็นปกติธรรมดาของโลก ดังนั้ในประเด็นปัญหาต่างๆ ของเกณฑ์นี้เป็นอยู่หรืออาจเกิดขึ้นในการดำเนินการต่อไปนั้น ผู้เขียนจะยังขอละไว้ไม่กล่าวถึงในโอกาสนี้เพื่อให้เกิดการทดลองใช้ให้เกิดผลไปก่อน และคงเป็นสิ่งที่สถาบันอาคารเขียวไทยและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการแก้ไขร่วมกันต่อไป